สัมผัสความงาม ของงานหัตถศิลป์อันเปี่ยมด้วยศรัทธา ความวิจิตรของลวดลาย และเรื่องราวจากรามเกียรติ์ที่สืบทอดผ่านกาลเวลา ในงานประณีตศิลป์ชั้นสูงของไทยที่ได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลก
การทำหัวโขน 1 หัว ต้องใช้ศาสตร์และศิลป์ของช่างโบราณแขนงต่างๆ มาร่วมสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบ
การมีอยู่ของช่างสิบหมู่ปรากฏเป็นหลักฐานมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว โดยมีอยู่ในทำเนียบศักดินาพลเรือนและทหารในกฎหมายเก่า (กฎหมายตราสามดวง) ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991–2031) สันนิษฐานว่าตระกูลช่างในสมัยอยุธยาน่าจะมีมากกว่า 10 หมู่
อย่างไรก็ตาม งานประณีตศิลป์สาขาต่าง ๆ ที่เจริญก้าวหน้าในสมัยอยุธยาตอนปลายต้องสลายตัวไปหลังการเสียกรุงฯ ครั้งที่ 2 เพราะช่างฝีมือบางส่วนถูกกวาดต้อนไป ส่วนที่เหลือมีการรวบรวมขึ้นใหม่ในสมัยกรุงธนบุรี และจัดตั้งเป็นสำนักช่างอย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ช่างเหล่านี้สร้างสรรค์ปราสาทและพุทธสถานในกรุงเทพฯ ให้วิจิตรงดงามเหมือนครั้งกรุงศรีอยุธยา
สำนักช่างสิบหมู่ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ยังแบ่งออกเป็นสำนักช่างประจำ "วังหลวง" และ "วังหน้า" คือเป็นคนละสังกัดกัน ต่อมาหมู่ช่างในสังกัดวังหน้าได้ถูกยกเลิกในสมัยรัชกาลที่ 5 พร้อมการประกาศยกเลิกตำแหน่งกรมพระราชวังบวร หรือตำแหน่งพระมหาอุปราช (วังหน้า) เมื่อ พ.ศ. 2428
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ยังเป็นช่วงเวลาที่มีการแบ่งสำนักช่างสิบหมู่เป็นกรมอย่างชัดเจนว่ามีประเภทใดบ้าง ซึ่งสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงตรัสประทานแก่พระยาอนุมานราชธนไว้ว่า
"ช่างสิบหมู่เป็นแต่ชื่อกรมที่รวบรวมช่างไว้ มีสิบหมู่ด้วยกัน ไม่ใช่ช่างในบ้านเมืองมีแต่สิบอย่างเท่านั้น พระวรวงศ์เธอพระเจ้าประดิษฐ์วรการ ผู้ซึ่งได้ควบคุมช่างสิบหมู่เมื่อรัชกาลที่ 5 ได้แต่งโคลงบอกชื่อช่างที่ท่านได้ควบคุมไว้ มีดังนี้"
เขียนกระดาษแกะหุ่นปั้น ปูนรัก บุฮา
กลึงหล่อไม้สูงสลัก ช่างไม้"จำนวนหมู่ช่างในโคลงนี้ นับได้ 13 หมู่ เกินกว่าชื่อไปสามหมู่ คิดว่าจะเติมขึ้นทีหลัง"
จากโคลงดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ช่างสิบหมู่ในสมัยรัชกาลที่ 5 แท้จริงมีถึง 13 หมู่ ซึ่งยังไม่รวมหมู่ช่างที่เป็นช่างมหาดเล็กและช่างทหารในฯ จากโคลงจะพบหมู่ช่าง ได้แก่ 1. ช่างเขียน 2. ช่างกระดาษ 3. ช่างแกะ 4. ช่างหุ่น 5. ช่างปั้น 6. ช่างปูน 7. ช่างรัก 8. ช่างบุ 9. ช่างกลึง 10. ช่างหล่อ 11. ช่างไม้สูง 12. ช่างสลัก และ 13. ช่างไม้
สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อศิลปวัฒนธรรมยุโรปหลั่งไหลเข้ามาในสยามและมีอิทธิพลต่อรูปแบบงานก่อสร้างและสถาปัตยกรรมราชสำนักอย่างสูง งานศิลปกรรมแบบไทยในวัดวาอารามจึงประสบภาวะซบเซา จนทำให้ความสำคัญของช่างสิบหมู่ค่อย ๆ ถูกลดทอนลง จนถูกโยกไปรวมกับ "กรมช่างมหรสพ"
ภายหลังมีการก่อตั้ง "กรมศิลปากร" ช่างสิบหมู่จึงถูกโยกมาอยู่ในสังกัดกรมศิลปากร กระทั่ง พ.ศ. 2481 มีการจัดตั้ง "กองสถาปัตยกรรม" ขึ้นในสังกัดกรมศิลปากร ซึ่งกองนี้ทำหน้าที่ของงานช่างสิบหมู่
ระหว่าง พ.ศ. 2495–2518 ช่างสิบหมู่ในสังกัดกรมศิลปากรถูกโยกย้ายไป-มา ระหว่างกระทรวงวัฒนธรรมกับกระทรวงศึกษาธิการ ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของชาติ กระทั่งมีการตราพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 กรมศิลปากร (พร้อมด้วยสำนักช่างสิบหมู่) จึงมาอยู่กับกระทรวงวัฒนธรรมอย่างถาวรจวบจนปัจจุบัน
สำหรับสำนักช่างสิบหมู่ในสมัยใหม่ (ปัจจุบัน) ประกอบด้วยหมู่ช่างผู้เชี่ยวชาญงานช่างแขนงต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
คลิกที่แขนงช่างเพื่อดูรายละเอียด
เนื่องจากตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์มีจำนวนมาก โบราณจารย์จึงจัดแบ่งลักษณะหน้าโขน สีหน้าสีกาย และเครื่องยอดประกอบหัวโขนไว้เป็น 7 ประเภท เพื่อมิให้ผู้ชมการแสดงโขนเกิดความสับสน
เทพยดาที่อยู่ใน "มเหศวรพงศ์" ถือเป็นเทพชั้นสูงสุดในความเชื่อไทย มีลักษณะมงกุฎและเครื่องทรงที่วิจิตรที่สุดในบรรดาศีรษะโขนทั้งหมด
ศีรษะครูที่เป็นเทพและศีรษะพระครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาศิลปะการช่าง ดนตรี และนาฏศิลป์
ศีรษะฝ่าย "พงศ์นารายณ์" ได้แก่กษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ฝ่ายพระราม รวมถึงกษัตริย์ต่างเมือง หน้าตามีความผดุงธรรม สดใส นวลเนียน
ฤาษีที่ไม่ใช่พระครู นิยมทำเป็นชฎายอดลำโพง ส่วนวิทยาธรสร้างเป็นยอดจีบประดับลายเกี้ยวรักร้อย มักเขียนสีแบบกำมะลอไม่ปิดทอง
อสูรและยักษ์แห่งกรุงลงกา แบ่งลำดับศักดิ์ออกเป็น 6 ชั้น ตั้งแต่ยักษ์ใหญ่ ยักษ์น้อย ยักษ์ต่างเมือง ไปจนถึงเสนายักษ์และเขนยักษ์
ทหารวานรแห่งเมืองขีดขินและชมพู แบ่งลำดับชั้นวรรณะเป็น 4 ระดับ ตั้งแต่พญาวานรผู้สวมมงกุฎ ไปจนถึงลิงโล้นพลทหารที่เรียกว่า "จังเกียง"
สัตว์เทพและสัตว์พาหนะในเรื่องรามเกียรติ์ ทั้งสัตว์หิมพานต์และสัตว์ตามธรรมชาติ แต่ละตัวมีสีกายและเครื่องยอดเฉพาะตัวเพื่อบ่งบอกความเป็นสัตว์เทพ
เนื่องจากตัวละครในการแสดงโขนมีจำนวนนับร้อยตัว หัวโขนแต่ละหัวจึงถูกกำหนดให้มีลักษณะแตกต่างกันทั้ง ลักษณะหน้า สีหน้า และเครื่องยอด เพื่อมิให้ผู้ชมเกิดความสับสนในการจำแนกตัวละคร
ก่อนจะลงมือสร้างศีรษะหัวโขนจริง ผู้ฝึกหัดทุกคนต้องผ่านการฝึกฝนพื้นฐานทั้งด้านลายเส้นและมือ เพื่อสร้างความชำนาญและความประณีตในทุกรายละเอียด
ลายไทย คือรากฐานสำคัญของงานช่างศิลป์ไทยทุกแขนง ผู้ฝึกหัดต้องเริ่มจากการฝึกลากเส้น ลายกระหนก ลายก้านขด และลายประจำยาม ให้คล่องมือและได้สัดส่วนก่อนนำไปประยุกต์ใช้กับลวดลายบนหัวโขน
เส้นฮ่อ คือเส้นโค้งอ่อนช้อยที่ใช้ตัดขอบและแบ่งพื้นที่สีบนใบหน้าหัวโขน เช่น ขอบตา ขอบปาก และแนวไรผม การฝึกลากเส้นฮ่อให้ เรียบ คม และได้จังหวะโค้งสม่ำเสมอ เป็นทักษะที่ต้องฝึกซ้ำจนมือนิ่ง ก่อนจะลงมือเขียนบนหัวโขนจริง
หลังจากคล่องเส้นลายไทยและเส้นฮ่อแล้ว ผู้ฝึกหัดจะเริ่มฝึกเขียน หน้าลิง ซึ่งเป็นแบบฝึกใบหน้าตัวละครที่นิยมใช้เป็นบทเรียนแรก เพราะมีลักษณะปากและตาให้ฝึกแยกแยะหลายแบบ เหมาะสำหรับปูพื้นฐานก่อนฝึกหน้ายักษ์และหน้าเทพที่ซับซ้อนกว่า
เมื่อชำนาญลายเส้นบนกระดาษแล้ว ผู้ฝึกหัดจะก้าวสู่การฝึกงานสามมิติด้วย การแกะสลักหินสบู่ หินสบู่เป็นวัสดุเนื้ออ่อนที่เหมาะกับการทำพิมพ์ เพื่อใช้กระแหนะลายบนหัวโขนจริง
งานหัตถศิลป์ที่ต้องอาศัยความประณีต อดทน และทักษะชั้นสูงจากช่างผู้เชี่ยวชาญหลายแขนง
ศีรษะกำมะลอ คือหัวโขนประเภทที่สร้างขึ้นโดยการนำ กระดาษข่อย หรือ กระดาษสา แปะทับลงบนแม่แบบดินปั้น หรือ ปูนปลาสเตอร์ หลายๆ ชั้นด้วยน้ำแป้งเปียก ขึ้นชิ้นงานอย่างขั้นตอนโบราณด้วยกระดาษสา ปั้นหน้าสด
ลักษณะเรือนหัวโขนกำมะลอ
ขึ้นโครงด้วยกระดาษสา แล้วเขียนลายด้วยสี
ลักษณะโครงสร้างศีรษะครอบ
สวมสลักลงทั้งศีรษะ พร้อมซับในผ้านุ่มและเจาะช่องสายตา
ศีรษะครอบ คือลักษณะหัวโขนทรงปิดเต็มศีรษะ โดยออกแบบให้ผู้แสดง สวมครอบลงบนศีรษะทั้งหมด
เลือกกรองประเภทตัวละครเพื่อค้นหา และคลิกที่หัวโขนเพื่อดูรายละเอียดความเป็นมา
โอรสทศกัณฐ์ • ผู้รบชนะพระอินทร์
เดิมชื่อรณพักตร์ กายสีเขียว สวมมงกุฎมนุษย์หรือมงกุฎกาจจาม มีอิทธิฤทธิ์ชุบศรนาคบาศ